หากรถทำประกันชั้น 1 ไว้แล้วจมน้ำจากเหตุน้ำท่วม สามารถเคลมได้ทั้งแบบซ่อมรถ หรือแบบเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) โดยบริษัทจะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์ค่าซ่อมเทียบกับทุนประกันที่ระบุในกรมธรรม์ตามหลักเกณฑ์ของ คปภ. เมื่อค่าซ่อมเกินเกณฑ์ที่กำหนด บริษัทมักเสนอจ่ายคืนทุนประกันเต็มจำนวนและรับโอนซากรถแทนการซ่อม

ความหมาย “เสียหายสิ้นเชิง” และหลักเกณฑ์
- รถถือว่า “เสียหายสิ้นเชิง” เมื่อรถจมน้ำมิดคันหรือเสียหายมากจนซ่อมกลับสภาพเดิมไม่ได้ หรือค่าซ่อมตั้งแต่ประมาณ 70% ของมูลค่ารถ/ทุนประกันในขณะเกิดเหตุขึ้นไป ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในธุรกิจประกันภัยและแนวทาง คปภ.
- เมื่อบริษัทประเมินว่าเป็น Total Loss จะเสนอ “คืนทุนประกัน” คือจ่ายค่าสินไหมเต็มจำนวนทุนประกันที่ระบุในกรมธรรม์ และให้ผู้เอาประกันโอนกรรมสิทธิ์รถ/ซากรถให้บริษัท พร้อมสิ้นสุดความคุ้มครองทันที
ขั้นตอนเคลมเมื่อรถจมน้ำ
- ระงับเหตุและเก็บหลักฐาน
- ห้ามสตาร์ทรถ แม้น้ำเริ่มลดแล้ว เพราะมีโอกาสทำให้เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเสียหายลุกลามเพิ่ม บริษัทอาจตีความเป็นความประมาทได้
- ถ่ายรูปหรือวิดีโอให้เห็นทะเบียนรถ ระดับน้ำ และสภาพความเสียหาย ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลม
- แจ้งบริษัทประกันทันที
- โทรหา Call Center ของบริษัทประกัน แจ้งเหตุ “รถน้ำท่วม/จมน้ำ” พร้อมให้เลขทะเบียน วันเวลา และสถานที่เกิดเหตุ เพื่อเปิดเคลมและรับเลขที่เคลม
- ถ้ารถสตาร์ทไม่ได้หรือระดับน้ำสูง ให้สอบถามเรื่องจัดรถยก/รถสไลด์มารับรถไปยังอู่ในเครือหรือศูนย์บริการที่บริษัทกำหนด
- การตรวจสอบและประเมินความเสียหาย
- บริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) มาตรวจรถ หรือประสานอู่/ศูนย์ให้ประเมินค่าซ่อมจากรายการอะไหล่และค่าแรง
- ถ้าค่าซ่อมไม่เกินประมาณ 70% ของทุนประกัน บริษัทจะอนุมัติให้ซ่อมตามจริงภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์ แต่ถ้าเกินเกณฑ์นี้หรือซ่อมไม่คุ้ม จะดำเนินการในรูปแบบเสียหายสิ้นเชิง (คืนทุนประกัน)
เอกสารที่ต้องใช้ยื่นขอค่าสินไหม (กรณี Total Loss)
เมื่อบริษัทสรุปว่าเป็น Total Loss เจ้าของรถต้องเตรียมเอกสารหลัก ๆ ดังนี้ (อาจมีแบบฟอร์มเฉพาะของแต่ละบริษัทเพิ่ม):
- แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหม (ใบเคลม) ที่บริษัทให้กรอก
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาใบขับขี่ของผู้เอาประกัน/ผู้ขับขี่ตามที่บริษัทขอ
- เล่มทะเบียนรถตัวจริงสำหรับโอนกรรมสิทธิ์ + ชุดโอนกรรมสิทธิ์ (แบบโอนลอย) ลงนามครบถ้วน
- กุญแจรถทุกดอก (จริง + สำรอง หากมี)
- สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องการให้โอนเงินค่าสินไหมเข้า
การรับเงินและประเด็นไฟแนนซ์
- เมื่อเอกสารครบ บริษัทประกันจะโอนเงินค่าสินไหมตามทุนประกันให้ภายในเวลาตามที่กฎหมายและกรมธรรม์กำหนด ซึ่งโดยปกติอยู่ที่ภายในหลายสัปดาห์หลังเอกสารครบถ้วน
- หากรถยังติดไฟแนนซ์ บริษัทจะโอนเงินให้เจ้าหนี้เช่าซื้อก่อนตามยอดหนี้คงเหลือ และถ้ายอดค่าสินไหมสูงกว่าหนี้ ไฟแนนซ์จึงคืนส่วนต่างให้ผู้เอาประกัน แต่ถ้าค่าสินไหมต่ำกว่ายอดหนี้ เจ้าของรถต้องรับผิดชอบชำระส่วนต่างเอง
ข้อกฎหมายและข้อควรรู้เวลาเจรจา
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 วางหลักให้บริษัทประกันต้องชดใช้ค่าสินไหมตามความเสียหายจริงภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์ที่ตกลงกัน ซึ่งในประกันรถภาคสมัครใจมีเงื่อนไขมาตรฐานเรื่อง “คืนทุนประกันเมื่อเสียหายสิ้นเชิง” ใช้เป็นเกณฑ์ยุติข้อพิพาทเรื่องมูลค่าซาก
- แนวปฏิบัติของ คปภ. กำหนดให้เมื่อรถได้รับความเสียหายจนซ่อมไม่ได้ หรือความเสียหายตั้งแต่ 70% ของมูลค่ารถขึ้นไป บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมเต็มทุนประกันและรับโอนกรรมสิทธิ์รถไป เพื่อคุ้มครองผู้เอาประกันและให้ทุกบริษัทใช้เกณฑ์เดียวกัน
ประกันชั้น 1: เคลมรถจมน้ำได้ (ถ้ามีคุ้มครองน้ำท่วม)
- ประกันชั้น 1 โดยทั่วไปออกแบบมาให้คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถเกือบทุกกรณี รวมถึงภัยธรรมชาติอย่าง “น้ำท่วม/รถจมน้ำ” ถ้าระบุไว้ในเงื่อนไขความคุ้มครอง
- ถ้าน้ำเข้ารถ เครื่องพัง เบาะพัง หรือรถจมน้ำจนซ่อมแพงมาก ประกันชั้น 1 มักรับเคลมได้ ทั้งแบบซ่อมรถ หรือพิจารณา “คืนทุนประกัน (Total Loss)” ตามเงื่อนไขเปอร์เซ็นต์ค่าซ่อมเทียบทุนประกัน
ประกันชั้น 2+: เคลมได้หรือไม่ได้ ขึ้นกับ “มีคุ้มครองน้ำท่วมหรือไม่”
- ประกันชั้น 2+ มาตรฐานหลัก ๆ คือ คุ้มครองรถเราเมื่อ “ชนกับยานพาหนะทางบกที่มีคู่กรณี” และคุ้มครองไฟไหม้/โจรกรรม แต่ “ไม่ได้การันตี” ว่าจะคุ้มครองน้ำท่วมทุกแผน
- บางบริษัท/บางแผน “ไม่คุ้มครองน้ำท่วม” จริง ทำให้กรณีรถจมน้ำ น้ำเข้ารถ เครื่องพัง เคลมไม่ได้ หากไม่มีเงื่อนไขภัยธรรมชาติแนบท้าย แต่ก็มีบางแผนที่ขาย 2+ พร้อม “ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ” เพิ่มเติม ซึ่งในกรณีนั้นรถจมน้ำก็เคลมได้
สรุปแบบเข้าใจง่าย
- ประกันชั้น 1: รถจมน้ำ / น้ำท่วม / น้ำเข้ารถ → เคลมได้แน่นอน “ถ้าในกรมธรรม์ระบุคุ้มครองน้ำท่วม/ภัยธรรมชาติ” ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีให้
- ประกันชั้น 2+: รถจมน้ำ → ส่วนใหญ่เคลมไม่ได้ “ถ้าแผนมาตรฐานไม่มีคุ้มครองน้ำท่วม” แต่ถ้าแผนนั้นมีระบุภัยธรรมชาติ/น้ำท่วมเป็นพิเศษไว้ในตารางกรมธรรม์ ก็สามารถเคลมได้
- ถ้าอยากมั่นใจว่ารถจมน้ำแล้วเคลมได้ ให้ทำ “ประกันชั้น 1” หรือเลือกแบบที่มี “ความคุ้มครองภัยน้ำท่วม/ภัยธรรมชาติ” แนบท้าย ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1 หรือ 2+
อ่านเพิ่มเติม เรื่อง ประกันรถยนต์คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ? ได้ที่นี่



